นักศึกษาสาวเกาหลี หายตัวไปนาน 14 ปี ก่อนตำรวจพบคอมพิวเตอร์ของเธอ มีคำค้นหาที่แปลกๆ จนน่าตกใจ

นักศึกษาสาวเกาหลี หายตัวไปนาน 14 ปี ก่อนตำรวจพบคอมพิวเตอร์ของเธอ มีคำค้นหาที่แปลกๆ จนน่าตกใจ

สื่อต่างประเทศได้นำเสนอ คดีปริศนาการหายตัวไปของนักศึกษาสาวชาวเกาหลีใต้ ลี ยุน ฮี ( Lee Yoon Hee) เมื่อวันที่ 6 เดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 2006 หลังจากร่วมรับประทานอาหารมื้อค่ำกับเพื่อนในมหาวิทยาลัย จนถึงปัจจุบันก็ไม่สามารถตามแกะร่องรอยของเธอได้

Lee Yoon Hee เป็นนักศึกษา ภาควิชาสัตวแพทยศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยชลบุค (Chonbuk National University) ในคืนวันที่ 5 มิถุนายน ปี 2006 เธอกับเพื่อนๆในคณะ พร้อมกับศาสตราจารย์ได้เดินทางไปร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วยกันจนเกือบเช้า และหลังจากนั้น ลียุนฮีก็ได้เดินทางกลับบ้านเพียงลำพัง แต่ทว่าเพื่อนของเธอที่แซ่จิง เป็นห่วงความปลอดภัย จึงอาสาเดินไปส่งเธอด้วย โดยเขาเล่าให้ฟังว่า ก่อนจะถึงหอพักของเธอ ลียุนฮีก็ได้บอกให้เขากลับไปได้ ทั้งสองก็แยกจากกันตรงนั้น

กระทั่งผ่านไป 2 วัน ก็คือวันที่ 8 มิถุนายน ปี 2006 ลียุนฮีก็ไม่ได้มาเรียนตามปกติ ทำให้เพื่อนๆ และเพื่อนผู้ชายที่แซ่จิง รวม 4 คน เดินทางไปตามหาเธอถึงที่หอพัก แต่ไม่ว่าจะกดกริ่งยังไงเธอก็ไม่ออกมาเปิดประตู ได้ยินแต่เสียงหมาเห่าของลียุนฮีที่อยู่ในห้องเท่านั้น เพื่อนแซ่จิงของเธอรู้สึกไม่ชอบมาพากล จึงโทรแจ้งตำรวจทันที เมื่อตำรวจเปิดห้องของเธอ พบว่าภายในห้องกระจัดกระจายยุ่งไปหมด ตำรวจไม่พบอะไรผิดปกติ จึงพาเพื่อนอีก 2 คน กลับไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ

ส่วนเพื่อนอีก 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ นายจิง ก็โทรแจ้งข่าวให้พ่อแม่ของลียุนฮีทราบ ในตอนนั้นนายจิงและเพื่อนอีกคนต่างคิดว่า จะช่วยกันทำความสะอาดห้องพักของเธอ เพราะไม่อยากให้พ่อแม่ของเธอมาเห็นสภาพห้องที่รกแบบนี้ และนั้นก็เป็นการทำลายเบาะแสต่างๆ

เพื่อนแซ่จิงกับเพื่อนผู้หญิงอีกคนช่วยกันทำความสะอาดห้องให้ลียุนฮี ทั้งถูกห้องเช็ดห้อง เอาผ้าปูที่นอนไปซักให้ แต่พอเปิดเครื่องซักผ้าก็พบว่า เธอซักผ้าทิ้งไว้ โดยที่ไม่ได้เอาออกมาตากทำให้ผ้ามีกลิ่นเหม็น ที่ผิดปกติกว่านั้นคือ ลียุนฮียังทิ้งเงินสดไว้ในห้องอีก 400,000 วอน (ประมาณ 10,800 บาท) และช่อดอกไม้ที่แขวนไว้บนฝาผนังก็ร่วงหล่นที่พื้น กลีบดอกไม้แห้งกระจัดกระจายเต็มพื้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยว่าสุนัขจะเป็นคนทำตกหล่นลงมา

เมื่อพี่สาวและพ่อแม่ของลียุนฮีมาถึงที่ห้องพักของเธอ ในตอนนั้นพี่สาวของเธอเห็นบริเวณระเบียงหน้าต่างมีก้นบุหรี่ตกเต็มไปหมด พี่สาวบอกว่าเมื่อก่อนน้องสาวก็เป็นคนสูบบุหรี่อยู่แล้ว เพื่อไม่อยากให้พ่อแม่รู้ กลัวพวกเขาจะโกรธ พี่สาวก็เลยนำไปทิ้ง ส่วนเสื้อผ้าที่ลียุนฮีใส่ไปรับประทานอาหารในคืนนั้นก็หาไม่เจอ ทำให้มีหลายคนสงสัยว่า ในคืนนั้นเธอไม่ได้ปลอดภัยกลับถึงห้องหรือเปล่า?

แต่เพื่อนๆ ของเธอบอกว่า กระเป๋าที่ลียุนฮีพกติดตัวประจำเวลาออกไปข้างนอก ก็อยู่ในห้องพักของเธอ น่าจะกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยนะ และก็มีเพื่อนอีกคนให้ปากคำว่า โต๊ะเล็กๆ ที่ว่างไว้ในห้องตอนนี้ก็หายไป เสื้อผ้าที่ตากไว้ตรงระเบียงก็หายไปหมด ของเหล่านี้ที่หายไป กลับถูกค้นพบในถังขยะใกล้บ้านในวันที่ 13 โดยคุณพ่อของเธอ ที่ไปคุ้ยหาตามถังขยะบอกว่า สภาพขาโต๊ะถูกขันน็อตออกทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นคือ เพื่อนของเธอให้เบาะแสว่า ในวันที่ 3 ลียุนฮีถูกขโมยกระเป๋าในนั้นมีมือถือและเอกสารสำคัญไป ดังนั้นก่อนวันที่ 6 ที่เธอหายตัวไป ลียุนฮีก็ไม่มีมือถือใช้เลย

ตำรวจจึงไปค้นบันทึกประวัติการใช้คอมพิวเตอร์ของเธอพบว่า หลังจากที่เธอรับประทานอาหารเสร็จระหว่าง ตี 2.59 ถึง 3.02 นาที ภายในระยะเวลา 3 นาทีนี้ เธอได้ค้นหาคำว่า “ล่วงละเมิดทางเพศ, ถูกทำร้ายทางเพศ, แจ้งความสายด่วน 112” หลังจากการค้นหาคีย์เวิร์ดเหล่านี้ ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ อีกเลย จนกระทั่งเมื่อเวลาตี 4.12 นาที ผ่านไป 2 ชั่วโมง อยู่ๆ คอมพิวเตอร์ก็ถูกกดปิดเครื่อง และในวันที่ 8 เวลา 14.18 นาที คอมพิวเตอร์ของเธอก็ถูกเปิดขึ้น และลบข้อมูลบางอย่างออก ตั้งใจเหลือทิ้งไว้เพียง คำเหล่านั้นที่ตำรวจค้นพบ

ตำรวจสันนิษฐานว่า ลียุนฮีน่าจะถูกละเมิดทางเพศ จึงรีบกลับบ้านเพื่อมาค้นหาคำเหล่านั้นในคอมพิวเตอร์ที่บ้าน แต่ในขณะที่กำลังค้นหาอยู่นั้น คนร้ายก็บุกเข้ามาที่ห้องของเธอ และคนที่ตำรวจเห็นว่ามีพิรุธและน่าสงสัยมากที่สุดก็คือ เพื่อนแซ่จิง, ศาสตราจารย์, และคนที่พักตรงข้ามห้องเธอ เมื่อฟังจากปากคำเพื่อนคนใกล้ชิดพบว่า เพื่อนแซ่จิงคนนี้ชอบลียุนฮีเป็นอย่างมาก จนมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ เนื่องจากจะจดบันทึกติดตามชีวิตประจำวันของลียุนฮีทุกฝีก้าว ว่าแต่ละวันเวลาไหนเธอทำอะไร ไปที่ไหนบ้าง นอกจากนี้ยังบันทึกว่า ในแต่ละวันเธอสวมใส่ชุดสีอะไรบ้าง คอยเก็บผมที่ร่วงของเธอเสมอ

มีคนบอกว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้น แปลกๆ เพราะลียุนฮีชอบใส่เสื้อผ้าของเพื่อนผู้ชายที่แซ่จิงไปเรียนบ่อยๆ ส่วนเพื่อนแซ่จิงคนนี้ก็เช่าหออยู่เพียงลำพังเช่นกัน ทำให้เขาไม่พยานและหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ขณะที่เกิดเหตุนั้น เขาอยู่กับใครที่ไหน หลังจากสอบปากคำและตรวจค้นที่บ้านไม่พบความผิดปกติหรือน่าสงสัยในตัวของเขา ไม่มีร่องรอยของเขาในที่เกิดเหตุด้วย บวกกับคำให้การก็ค่อนข้างเป็นปกติ สุดท้ายจึงปล่อยเขาไป โดยไม่ได้ในที่สุดก็ปล่อยเขาไป และให้พ้นข้อหาผู้ต้องสงสัย

พอมาถึงการสอบปากคำศาสตราจารย์ ก็ทำให้หลายคนรู้สึกขนลุก สาเหตุที่ตำรวจสงสัยศาสตราจารย์ก็เพราะว่า คำค้นหาเหล่านั้นในคอมพิวเตอร์จะเป็นการกระทำของศาสตราจารย์ ตามหลักแล้วในแต่ละอาทิตย์ภาควิชาสัตวแพทยศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยจะมีการเผาซากสัตว์ที่ใช้ในการทดลอง โดยทั่วไปแล้วจะมีน้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัมเท่านั้น แต่ทว่าอาทิตย์ที่เกิดเหตุ กลับมีซากสัตว์ที่น้ำหนักมากขึ้นถึง 110 กิโลกรัม ซึ่งผิดปกติมาก

ก็มีนักศึกษาบางคนออกมาอธิบายว่า หากในอาทิตย์นั้นได้มีการผ่าซากสัตว์ขนาดใหญ่ ก็มักจะมีปริมาณการเผาที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน แต่ทว่านี้มันใกล้ถึงสุดสัปดาห์แห่งการทดลองแล้ว ทำไมจึงมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาถึง 60 กิโลกรัมได้ จึงทำให้ตำรวจยิ่งสงสัยมากขึ้น หรือน้ำหนักที่เพิ่มมานั้นจะเป็นซากศพของมนุษย์ที่ถูกผสมกับซากสัตว์และนำลงไปเผาด้วย และคนที่จะทำได้ง่ายที่สุดก็น่าจะเป็นศาสตราจารย์ในของมหาวิทยาลัยเท่านั้น

นอกจากสองคนนี้แล้ว คนที่คอยสอดส่องดูลียุนฮีตลอดเวลาก็คือ คนที่พักห้องตรงข้ามกับเธอ เพราะภายในห้องน้ำของห้องพักลียุนฮีมีร่องรอยการถูกละเมิดทางเพศบนกระดาษทิชชู่ และกล่องบุหรี่ ทำให้แน่ใจได้ว่ามีการถูกละเมิดทางเพศจริงๆ แต่ที่น่าแปลกคือ กล้องวงจรปิดบริเวณหน้าห้อง และรอบอาคารกลับมีบางตอนหายไป และมีภาพที่ไม่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเป็นอีกเบาะแสที่ทำให้ตำรวจไม่สามารถแกะรอยต่อไปได้ นอกจากนี้ตำรวจยังสงสัยอีกประเด็นมากก็คือ ในวันที่ 8 เพื่อนผู้ชายที่แซ่จิง กับเพื่อนผู้หญิงอีกคนมาทำความสะอาดห้องให้ลียุนฮี แต่พวกเขากลับบอกว่าจำเรื่องในวันนั้นไม่ได้ และนั้นก็ทำให้เบาะแสที่ควรจะได้ต้องขาดหายไป

สุดท้ายตำรวจก็หาเบาะแสคนร้ายไม่พบ และตาหาลียุนฮีไม่พบเช่นกัน หลังจากนั้นผ่านไป 14 ปี ก็ไม่มีเบาะแสอะไรเพิ่มเติม จนกระทั่งเมื่อปี 2019 รายการของเกาหลีใต้ 그것이알고싶다 ก็ได้นำคดีนี้ออกมาพูดถกเถียงกันอีกครั้ง และคาดเดาทิศทางที่เป็นไปได้ของอีกกรณีหนึ่งเพื่อให้คดีที่ไม่สงบนี้ได้รับความสนใจจากคนทั้งประเทศอีกครั้ง เนื่องจากพ่อแม่ของลียุนฮีที่รอการกลับมาของลูกสาวเป็นเวลา 14 ปี และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ อยากรู้ความจริงด้วย

>>Lazada ดีลช้อปสุดพิเศษ สนใจคลิก<<